11 มีนาคม พ.ศ. 2553, 00:14:06 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้เกี่ยวกับ โปรแกรม Excel  (อ่าน 2716 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
lin121
หัวหน้าวง
นักดนตรีมืออาชีพ
*
กำลังใจ : 2538
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1539


จอมโจรคิด...จอมโจรอัจฉริยะ


อีเมล์
« เมื่อ: 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551, 08:49:35 »

กระทู้นี้หมายเลข:736
Excel กับ วันแห่งความรัก

วันแห่งความรัก วันที่ 14 กุมภาพันธ์ สำคัญมากๆกับความอยู่รอดของคุณว่า จะสามารถใช้ Excel ต่อไปได้อย่างตลอดรอดฝั่งหรือไม่

ลองพิมพ์ตัวเลขวันตามนี้ลงไปในเซลล์ใดก็ได้

14/2/2005



จากนั้นจัดการขยายขนาดคอลัมน์ให้กว้างๆเข้าไว้ ลองสังเกตว่า วันที่ดังกล่าวนั้นชิดซ้ายหรือชิดขวาของเซลล์ ถ้าชิดขวาก็สบายใจได้ แต่ถ้าชิดซ้าย....เห็นทีต้องย้ายไปแสดงความรักที่ประเทศอื่นแล้วล่ะครับ



ประเทศไทยเราใช้วันที่นำมาก่อนเดือนแล้วค่อยตามด้วยปีใช่ไหม ดังนั้นเมื่อพิมพ์ 14/2/2005 ลงไปแล้วชิดขวา แสดงว่า Excel ยอมรับว่ามีวันนั้นอยู่จริง และค่าของวันนั้นสามารถนำไปใช้คำนวณต่อได้



แต่ถ้าชิดซ้าย โดยทั่วไปย่อมหมายความว่า Excel ถือว่าเป็น Text แสดงว่า Excel ไม่ยอมรับว่าวันที่นั้นใช้งานต่อไปได้อย่างวันที่



ลองสมมติว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้อยู่นั้น ตั้งระบบให้รับวันที่แบบฝรั่ง ซึ่งใช้เดือนก่อนวัน ดังนั้นการพิมพ์ 14/2/2005 ลงไป Excel จึงนำเลข 14 ไปเทียบกับเดือน แต่เดือนนั้นมีไม่เกิน 12 เดือนหรอกจริงไหม ส่งผลให้ Excel ไม่ยอมรับวันแห่งความรัก



นี่ไง เห็นความสำคัญของวันแห่งความรักกันบ้างแล้วใช่ไหมครับ



ถ้าพบว่าวันแห่งความรักที่พิมพ์ลงไปในเซลล์ กลายเป็นวันที่ชิดซ้าย ขอให้ดำเนินการแก้ไขที่ Control Panel > Regional and Language Options



ใน Regional Options :



1. Standards and formats ต้องเลือก Thai
2. Location ต้องเป็น Thailand



ส่วนตัวเลขของวันที่พิมพ์ผิดพลาดไปแล้ว อย่าทำผิดซ้ำสองเข้าไปด้วยการจัดรูปแบบให้ชิดขวาเข้าไปอีกล่ะครับ ขอให้เลือกเซลล์ที่ผิดแล้ว กดปุ่ม F2 เพื่อ Edit ตามด้วยการกดปุ่ม Enter เหมือนจะพิมพ์ใหม่ซ้ำลงไป

CR สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551, 08:51:26 โดย lin121 » บันทึกการเข้า

นครอินทร์การบัญชี
ตัวแทนจำหน่ายโปรแกรม Express พร้อมสอนวิธีใช้ และแก้ปัญหา รับทำบัญชี วางระบบบัญชี การใช้งาน Express ให้เหมาะสมกับแต่ละบริษัท
คลิ๊กดู EXPRESS รายละเอียดและราคา
lin121
หัวหน้าวง
นักดนตรีมืออาชีพ
*
กำลังใจ : 2538
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1539


จอมโจรคิด...จอมโจรอัจฉริยะ


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551, 08:52:09 »

ของคู่กัน

ลองนึกดูซิว่า คุณใช้ของคู่กัน ต่อไปนี้เป็นแล้วหรือยัง

F2 > F9
ใช้สำหรับหาผลคำนวณของสูตรว่าคืนค่าอย่างไร เท่ากับเท่าใด

Double Click > F5
ใช้สำหรับย้อนกลับไปกลับมาระหว่างเซลล์สูตรปลายทางกับเซลล์ต้นทาง

F5 Special > F4
ใช้สำหรับทวนการค้นหาซ้ำแล้วซ้ำอีก

สูตร SubTotal > AutoFilter
ใช้สำหรับหาค่าในพื้นที่ที่ผ่านการกรองแล้ว

Data Validation > Conditional Formatting
ใช้สำหรับควบคุมและเปลี่ยนรูปแบบค่าที่บันทึกลงไปในเซลล์

Text Formula > Text Function
ใช้สำหรับเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ให้แสดงเป็นประโยครวมกับข้อความอื่น

Alt+Enter > Hidden Format
ใช้สำหรับแต่งและซ่อนสูตร

สูตร Match > สูตร Index
ใช้สำหรับค้นหาค่าแบบ Relational Database

Unlocked Cell > Protect Sheet
ใช้สำหรับจัดเตรียมเซลล์รับตัวแปร

Save external links values > Ask to update automatic links
ใช้สำหรับจัดระบบการ Link ข้ามแฟ้ม
บันทึกการเข้า

นครอินทร์การบัญชี
ตัวแทนจำหน่ายโปรแกรม Express พร้อมสอนวิธีใช้ และแก้ปัญหา รับทำบัญชี วางระบบบัญชี การใช้งาน Express ให้เหมาะสมกับแต่ละบริษัท
คลิ๊กดู EXPRESS รายละเอียดและราคา
lin121
หัวหน้าวง
นักดนตรีมืออาชีพ
*
กำลังใจ : 2538
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1539


จอมโจรคิด...จอมโจรอัจฉริยะ


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551, 08:53:16 »

เสียงกระซิบของ Excel

ถ้า Excel พูดโต้ตอบกับเราได้คงจะดีไม่น้อย คนที่นั่งใช้ Excel ทำงานอยู่จะได้ไม่รู้สึกเบื่อ พอคลิกที่คำสั่ง Tools ก้อ มีเสียงบอกออกมาจากเครื่องว่า ทูล พอพิมพ์เครื่องหมายบวกหรือพิมพ์เลขใดลงไป น่าจะมีเสียงจาก Excel บอกให้เราทราบกันสักหน่อย

ถึงแม้ Excel ในยุคปัจจุบัน ยังพัฒนาไปไม่ถึงขั้นสามารถพูดจาโต้ตอบกับเราได้ก็ตาม แต่ถ้าผู้ใช้สังเกตพฤติกรรมของ Excel ให้ดี จะพบว่า Excel พยายามกระซิบบอกเราเสมอมา แม้จะไม่มีเสียงดังออกมาจากเครื่อง แต่น่าจะมีเสียงต่อไปนี้ผ่านเข้าไปดังในสมองของผู้ใช้ Excel เลยทีเดียวแหละ

"ซ้ายหัน ขวาหัน"

พอพิมพ์อะไรก็ตามลงไปในเซลล์ ถ้าชิดซ้าย แสดงว่า Excel บอกเราว่า นี่จะใช้งานแบบ Text แล้วนะ ถ้าชิดขวา จะใช้งานในการคำนวณต่อไปแบบตัวเลข

หลายๆคนชอบปิดเสียงซ้ายขวาทิ้งด้วยการจัดรูปแบบให้ชิดซ้าย กลาง หรือขวา ซึ่งเท่ากับปิดโอกาสที่ดีของตนเอง

"นี่คู่ของฉันนะ"

Excel พยายามจะพูดว่า นี่คู่ของฉันนะ เวลาที่เราคลิกลงไปท้ายสูตรซึ่งแสดงบน Formula Bar พอเราใช้แป้นพิมพ์เครื่องหมายลูกศรซ้ายขวาขยับผ่านเครื่องหมายวงเล็บในสูตร จะพบว่าวงเล็บที่คู่กับวงเล็บที่เรากำลังเลือกเกิดสีดำเข้มขึ้นมา 2 วินาทีเพื่อบอกว่า นี่คู่วงเล็บของฉันนะ

"แถวๆนี้แหละผิด"

เวลาที่สร้างสูตรผิด พอเรากด Enter ผ่านจอเตือนที่บอกว่า มีข้อผิดพลาดขึ้น The formula you typed contains error แล้วจะพบว่าตัวชี้ของ Mouse ไปกระพริบบนสูตร เพื่อบอกว่า บางส่วนของสูตรแถวๆนี้แหละผิด

"ใหญ่แล้วดี ดีแล้วที่ใหญ่"

Excel จะเปลี่ยนสูตรที่เราพิมพ์ด้วยตัวเล็กและสะกดอย่างถูกต้อง ให้กลายเป็นตัวอักษรตัวใหญ่ ส่วนคนที่ชอบพิมพ์สูตรด้วยตัวใหญ่ จะหมดโอกาสฟังเสียงนี้

บันทึกการเข้า

นครอินทร์การบัญชี
ตัวแทนจำหน่ายโปรแกรม Express พร้อมสอนวิธีใช้ และแก้ปัญหา รับทำบัญชี วางระบบบัญชี การใช้งาน Express ให้เหมาะสมกับแต่ละบริษัท
คลิ๊กดู EXPRESS รายละเอียดและราคา
lin121
หัวหน้าวง
นักดนตรีมืออาชีพ
*
กำลังใจ : 2538
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1539


จอมโจรคิด...จอมโจรอัจฉริยะ


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551, 08:58:17 »


วิถีแห่ง $


ถ้า Excel เปรียบเสมือนร่างกาย มีพื้นที่ตาราง สูตร คำสั่งบนเมนูเหมือนอวัยวะน้อยใหญ่ หากจะทำให้ Excel เป็นร่างกายที่มีชีวิตจิตใจ ต้องอาศัย $ ซึ่งเทียบเท่ากับหัวใจ ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงชีวิต ... ชีวิตจะสดชื่นแจ่มใส มัวหมอง ร่าเริง มีร่างกายแข็งแรง สามารถเติบโตก้าวหน้าเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้แค่ไหน ขึ้นกับวิถีแห่ง $ ที่เราเลือกใช้


ตรวจร่างกาย หา $ ที่บกพร่อง

ลักษณะโครงสร้างตารางคำนวณต้องง่ายต่อการสร้าง แก้ไข และดัดแปลง ให้สามารถสนองตอบต่อความต้องการอันไม่รู้จบของผู้ใช้ แม้ตารางจะมีขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่เซลล์นับร้อยนับพันเซลล์ มีสูตรนับร้อยนับพันสูตร แม้ดูเผินๆว่า แต่ละเซลล์มีสูตรแตกต่างกันไปทุกเซลล์ก็ตาม แต่สูตรที่ดี ต้องมีจุดกำเนิดจากที่เดียวกัน เพราะตอนที่สร้างสูตร เริ่มจากสร้างสูตรเดียวลงไปที่เซลล์ซ้ายบนสุด แล้ว Copy ไปใช้ทุกเซลล์ในตาราง

สูตรที่เลือกใช้ $ ควบคุมตำแหน่งอ้างอิงไว้อย่างดี จะปรับตำแหน่งอ้างอิงให้เอง ไม่ว่าจะ Copy สูตรไปใช้ที่เซลล์ใด สูตรจะปรับตำแหน่งอ้างอิง ไปยังเซลล์ตัวแปรต้นตอที่ส่งค่ามาใช้คำนวณให้ใหม่เสมอ

วิธีตรวจสอบตารางว่ามีสูตรที่ใช้ $ ควบคุมตำแหน่งอ้างอิงไว้ถูกหรือไม่

วิธีแรก : ให้เลือกพื้นที่ตารางสูตรทั้งหมด แล้วกดปุ่ม F5 > Special > กาช่อง Row differences หรือ Column differences หากในพื้นที่ตารางที่เลือกไว้ ใช้สูตรที่สร้างจากเซลล์ต้นตอเซลล์เดียวกัน Excel จะบอกว่า "No cells were found" แต่ถ้ามีสูตรซึ่งมีรูปแบบแตกต่างไป Excel จะกระโดดไปเลือกเซลล์เหล่านั้น

วิธีที่สอง : เปลี่ยนวิธีกำหนดตำแหน่งอ้างอิงไปใช้แบบเลขที่ Row และ เลขที่ Column โดยสั่ง Tools > Options > General > กาช่อง R1C1 reference style แล้วสั่งให้ Excel แสดงสูตรให้เห็นทุกเซลล์โดยสั่ง Tools > Options > View > กาช่อง Formulas จากนั้นให้สังเกตรูปแบบสูตรในตารางว่าต่างกันหรือไม่ ถ้าเป็นสูตรที่สร้างจากเซลล์ต้นตอเซลล์เดียวกัน จะแสดงสูตรเหมือนกันตลอด เช่น เดิมสูตร =B$2*$A3 หรือ =B$2*$A4 จะใช้สูตรแบบ R1C1 เหมือนกันเป็น =R2C*RC1

สูตร Sum แบบสะสม ถึงไหนถึงนั่น

สมมติว่าต้องการรวมเลขในเซลล์ A1:A5 โดยให้รวมแบบสะสมทีละเซลล์ต่อไปเรื่อยๆ จาก A1:A1 เป็น A1:A2 > A1:A3 > A1:A4 > A1:A5

ในเซลล์ B1 ให้สร้างสูตรหายอดรวมข้างต้น คือ =Sum($A$1:A1) จากนั้นจึง Copy สูตรนี้ลงไปตามแนวตั้ง พอถึงเซลล์ B5 จะได้สูตร =Sum($A$1:A5)

สูตรนี้ดูเผินๆก็ไม่น่าจะยากอะไร แค่กำกับตำแหน่งอ้างอิงแรกไว้แบบ Absolute $A$1 แล้วปล่อยตำแหน่งอ้างอิงปลายทางแบบ Realative A1 ไม่ต้องใส่ $ แต่ส่วนที่นึกไม่ถึงกันนั้นเป็นวิธีที่มนุษย์ใช้ในการสร้างสูตรนี้ต่างหาก


   1. เริ่มจากคลิกลงไปในเซลล์ B1

   2. พิมพ์สูตร =sum(

   3. คลิกที่เซลล์ A1 จะได้สูตร =sum(A1

   4. กดปุ่มจุดทศนิยม . จะได้สูตร =sum(A1:A1 ให้เอง

   5. พิมพ์เครื่องหมายวงเล็บปิดด้านท้ายสูตร

   6. คลิกลงไปที่ตัวสูตรบน Formula Bar ที่คำบอกตำแหน่ง A1 แรก

   7. กดปุ่ม F4 เพื่อเปลี่ยน A1 ให้เป็น $A$1

   8. กด Enter เพื่อรับสูตรที่สร้างเสร็จแล้วลงไปในเซลล์ B1

   9. Copy สูตรลงไปตามแนวตั้งจากเซลล์ B1 ไปถึงเซลล์ B5


ขอให้สังเกตขั้นตอนที่ 4 พอกดปุ่มจุดทศนิยม จะช่วยทำให้สูตรที่เคยอ้างถึงเซลล์เดียวปรับตัวเองให้เป็นตำแหน่งอ้างอิงแบบช่วง ถือเป็นเคล็ดลับในการสร้างสูตรซึ่งไม่ค่อยบอกกันให้ทราบในตำรา

โครงสร้างสูตรแบบสะสมสามารถนำไปใช้กับสูตรอื่นๆได้อีก เช่น


    * =SumIF($A$1:A1, A1, $B$1:B1)
      ใช้หายอดรวมสะสมของค่าที่เกิดซ้ำ

    * =Count($A$1:A1)
      ใช้นับสะสมจำนวนเซลล์ที่เป็นตัวเลข

    * =CountIF($A$1:A1,A1)
      ใช้นับสะสมจำนวนเซลล์ของค่าที่เกิดซ้ำ

    * =CountIF(Indirect("$A$1:A" & Row(A1:A5)) , A1:A5)
      ใช้นับสะสมจำนวนเซลล์แบบของค่าที่เกิดซ้ำ โดยจะคืนค่าเป็นลำดับตัวเลขหลายตัวแบบ Array


ตำแหน่งอ้างอิงแบบเซลล์เดียว แต่ไร้ขอบเขต

ในช่วงต้นชั่วโมง ก่อนการอบรม Excel Expert Training จะเริ่มขึ้น จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมแนะนำตัว โดยไม่ต้องบอกชื่อเสียงเรียงนาม แต่ขอให้แนะนำฝีไม้ลายมือของแต่ละคนว่า สามารถสร้างตารางสูตรคูณต่อไปนี้ได้ถูกต้องและรวดเร็วแค่ไหน


วิธีที่ 1 : เซลล์ E6 สร้างสูตรแบบ Mixed References =E$5*$D6 แล้ว Copy ไปใช้ทั้งตาราง

วิธีที่ 2 : สร้างสูตร =RowTop*ColumnLeft โดยกำหนดให้ใช้ Range Name ชื่อ RowTop =$E$5:$P$5 และ ColumnLeft =$D$6:$D$10

วิธีที่ 3 : สร้างสูตร =MultiplyFML โดยกำหนดให้ใช้ Formula Name ชื่อ MultiplyFML =E$5*$D6

วิธีที่ 4 : เซลล์ E6 สร้างสูตรแบบ Absolute References =$E$5:$P$5*$D$6:$D$10 แล้ว Copy ไปใช้ทั้งตาราง

วิธีที่ 5 : เลือกพื้นที่ตาราง E6:P10 แล้วสร้างสูตร Array {=E5:P5*D6:D10}

ทั้ง 5 วิธีนี้ สูตรวิธีที่ 3 เป็นวิธีที่น่าใช้มากที่สุด เนื่องจากสูตรนี้ใช้ตำแหน่งอ้างอิงแบบเซลล์เดียว ทำให้ E$5 จึงหมายถึงทุกเซลล์ที่อยู่ใน Row 5 และ $D6 จึงหมายถึงทุกเซลล์ที่อยู่ใน Column D ทำให้ Formula Name ชื่อ MultiplyFML นำไปใช้งานได้ทุกตำแหน่งในตาราง และเมื่อใช้คำสั่ง Insert > Name > Define กลับไปแก้ไขสูตรชื่อนี้ เช่น สูตรเดิมเป็นสูตรคูณ =E$5*$D6 ถูกแก้ใหม่เป็นสูตรบวก =E$5+$D6 จะส่งผลให้ทุกเซลล์ที่ใช้สูตรชื่อ MultiplyFML คำนวณใหม่แบบสูตรบวกให้ทันที ช่วยประหยัดเวลาไม่ต้องค้นหาเซลล์เพื่อแก้ไขสูตรแล้วต้อง Copy ไปทับใหม่

เมื่อใดที่ตำแหน่งอ้างอิงใน Formula Name ไม่ใช่ Absolute เมื่อนั้นผู้ที่สร้างสูตรต้องระวังตำแหน่งเซลล์ที่เลือกอยู่ในขณะที่สั่ง Insert > Name เพราะตำแหน่งอ้างอิงใน Formula Name ซึ่งไม่ใช่ Absolute จะสัมพันธ์กับตำแหน่งเซลล์ที่กำลังเลือกไว้นั้นเสมอ ดังนั้นในโจทย์ตารางสูตรคูณนี้ ก่อนสั่ง Insert > Name ต้องเลือกเซลล์ E6 ไว้ก่อนเสมอ

สร้างทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อไร้ $

พอสร้างงานเสร็จแล้ว ให้เก็บแฟ้มต้นฉบับที่สมบูรณ์ไว้ใช้เอง ส่วนแฟ้มที่จะนำไปเผยแพร่ให้ผู้อื่นใช้งาน ให้ใช้คำสั่ง Edit > Replace ลบเครื่องหมาย $ ทิ้งทั้งตาราง เพื่อทำให้สูตรที่สร้างไว้นั้นยากต่อการแก้ไขเป็นอย่างยิ่ง
บันทึกการเข้า

นครอินทร์การบัญชี
ตัวแทนจำหน่ายโปรแกรม Express พร้อมสอนวิธีใช้ และแก้ปัญหา รับทำบัญชี วางระบบบัญชี การใช้งาน Express ให้เหมาะสมกับแต่ละบริษัท
คลิ๊กดู EXPRESS รายละเอียดและราคา
lin121
หัวหน้าวง
นักดนตรีมืออาชีพ
*
กำลังใจ : 2538
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1539


จอมโจรคิด...จอมโจรอัจฉริยะ


อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551, 09:48:36 »

เริ่มแบบง่ายๆกับเรื่องแบบยากๆ

อย่าว่าแต่ผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้โปรแกรม Excel เป็นครั้งแรกเลย ต่อให้คนที่ใช้ Excel มานาน พอเห็นสูตร ='C:\XL_Tip\[1_Begin.xls]UserTest'!$D$12 ซึ่งใช้ link ค่ามาจากแฟ้มอื่นก็ยังรู้สึกหนาวๆร้อนๆ พิมพ์สูตรถูกบ้างผิดบ้าง ครั้นสร้างผิดบ่อยๆก็เลิกคิดสร้างสูตรยาวๆแบบนี้กัน หมดความพยายามที่จะแบ่งแฟ้มเป็นแฟ้มย่อยๆ เพียงเพราะไม่อยากสร้างสูตร link ที่ยากแสนยากอย่างนี้อีก


ยังมีเรื่องที่ว่ายากของการใช้ Excel อยู่อีกมากมาย ที่ว่ายากเพราะพบว่าสร้างยากบ้างล่ะ มีหลายขั้นตอนซับซ้อนจนไม่อยากจะจำบ้างล่ะ บางคนทำผิดแล้วผิดอีกจนขยาดไม่อยากจะใช้อีก ทำให้เลือกใช้ Excel กับง่านง่ายๆ ใช้สูตรคำสั่งเป็นแต่แบบพื้นๆ กล้าๆกลัวๆ ไม่รู้ว่างานที่ตนใช้ Excel สร้างขึ้นจะให้ผลคำนวณถูกต้องไหม ปัญหาเหล่านี้เป็นเพราะเราเริ่มใช้ Excel แบบยาก ทำให้เรื่องที่ว่าง่ายกลับยากไปเสียอีก บางคนใช้ Excel เป็นแต่แบบยากๆนี่แหละ เลยมองตัวเองว่าเป็นเซียน Excel เพราะนึกว่าตัวเองเก่ง สามารถสร้างสูตรยากๆยาวๆ หารู้ไม่ว่ายังมีวิธีใช้ Excel แบบง่ายๆกับเรื่องแบบยากๆอยู่อีกเยอะ

เลิกจำชื่อเมนู

แถบเมนูด้านบนของ Excel แม้จะดูคล้ายกับเมนูของโปรแกรมอื่นๆ แต่เมื่อคลิกไล่ดูจะพบเมนูย่อยอีกมากมาย ยากจะจดจำได้หมดว่าเมนูใดอยู่ที่ไหน วิธีง่ายที่สุดในการเริ่มต้นใช้เมนู คือ ใช้เมาส์ชี้ไปที่บริเวณที่คุณต้องการใช้งาน แล้วคลิกขวา จะปรากฏเมนูย่อยเปิดขึ้นมาให้เลือกใช้ ไม่ว่ากำลังทำงานค้างอยู่เรื่องใด จะพบว่ามีเมนูย่อยให้เลือกใช้งานต่อไปเสมอ ช่วยอำนวยความสะดวกให้เลิกจำชื่อเมนูได้เลย

สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยถนัดภาษาอังกฤษซึ่งมักจะเปลี่ยนระบบภาษาไปใช้เมนูภาษาไทย ขอแนะนำให้หันกลับมาฝึกใช้เมนูภาษาอังกฤษ ในตอนแรกอาจรู้สึกไม่คุ้นเพราะต้องแปลภาษาอังกฤษอยู่บ้าง แต่เมื่อใช้เมนูภาษาอังกฤษไปสักพักจะเคยชินไปเอง หาตำรา Excel ภาษาไทยหรืออังกฤษมาอ่านทำความเข้าใจได้ง่ายเพราะศัพท์ตรงกับเมนูที่เราใช้ ไม่ต้องเสียเวลาแปลไทยเป็นไทย และเมื่อต้องใช้ Macro จะเทียบรหัสภาษาอังกฤษกับชื่อเมนูคำสั่งต่างๆได้โดยตรง อีกทั้งยังช่วยให้ใช้โปรแกรมยี่ห้ออื่นซึ่งไม่ใช่ไมโครซอฟท์ได้ง่ายเพราะโปรแกรมส่วนใหญ่ใช้ชื่อเมนูเป็นมาตรฐานเดียวกัน

เลิกพิมพ์ตำแหน่งเซลล์

สูตร link นำข้อมูลมาจากแฟ้มอื่น ='C:\XL_Tip\[1_Begin.xls]UserTest'!$D$12 ที่เห็นว่าทั้งยากทั้งยาวนี้ ตอนที่สร้างสูตรไม่ได้ยาก ไม่ได้ยาวหรอก แต่สูตร link นำข้อมูลมาจากแฟ้มอื่น จะดูยาวขึ้นเอง โดยเฉพาะเมื่อแฟ้มต้นทางยังไม่ได้เปิด ซึ่งจากสูตรนี้ แฟ้มชื่อ 1_Begin.xls เก็บไว้ที่ folder ชื่อ XL_Tip อยู่ในไดรฟ์ C ยังไม่ได้ถูกเปิดขึ้นมาใช้งานพร้อมกับแฟ้มที่มีสูตรนี้อยู่ Excel จึงแสดงที่มาของข้อมูลไว้ละเอียด ถ้าต่อมาเปิดแฟ้ม 1_Begin.xls ขึ้น จะพบว่าสูตรสั้นลงเหลือเพียง =[1_Begin.xls]UserTest!$D$12 ซึ่งอาจดูเหมือนยากและยาวอยู่ดี แต่ไม่ได้สร้างยากอย่างที่คิดหรอก เพราะคุณไม่ต้องพิมพ์ตำแหน่งเซลล์เองแม้แต่น้อย

แทนที่จะต้องพิมพ์ตำแหน่งเซลล์ ขอให้ใช้วิธีชี้ (Pointing) เริ่มพิมพ์แต่เพียงเครื่องหมายเท่ากับ = แล้วใช้เมาส์คลิกเลือกเซลล์ที่ต้องการ จากนั้นกด Enter ก็จะได้สูตรอ้างถึงตำแหน่งเซลล์มาใช้งานโดยไม่ต้องพิมพ์ ไม่ต้องเสี่ยงว่าสูตรที่ได้จะผิดถูกประการใด

ถ้าอยากจะนำค่าในเซลล์ D12 จาก Sheet ชื่อ UserTest ในแฟ้มชื่อ 1_Begin.xls มาใช้ ขอให้เริ่มสร้างสูตร link ดังนี้


   1. เปิดแฟ้มชื่อ 1_Begin.xls ซึ่งสมมติว่าเป็นแฟ้มต้นทางของข้อมูล

   2. เปิดแฟ้มปลายทาง พิมพ์เครื่องหมาย = ลงไปในเซลล์รับสูตร

   3. คลิกเมนู Window > 1_Begin.xls เพื่อไปยังแฟ้มต้นทาง

   4. ในแฟ้มต้นทาง ให้คลิกเลือก Sheet ชื่อ UserTest แล้วคลิกเลือกเซลล์ D12 ที่ต้องการ จะพบว่ามีสูตร =[1_Begin.xls]UserTest!$D$12 แสดงให้เห็นบน Formula Bar

   5. กด Enter เพื่อรับสูตรที่ Excel สร้างให้ ซึ่งจะกลับไปยังเซลล์ที่ต้องการใช้สูตร link นี้ให้เอง และมีสูตร =[1_Begin.xls]UserTest!$D$12 ให้เสร็จ
      ถ้าคุณต้องการสร้างสูตร link ข้าม sheet จะมีขั้นตอนง่ายกว่านี้อีก เพราะไม่ต้องเสียเวลาคลิกเมนู Windows ให้ละขั้นตอนที่ 3 ไปเลย


กรณีต้องการสร้างสูตร link นำค่ามาคำนวณติดต่อกันในเซลล์เดียว ขอให้ใช้วิธีข้างต้นนี่แหละ แต่แทนที่จะกด Enter เมื่อได้ตำแหน่งเซลล์แรก ขอให้พิมพ์เครื่องหมายบวกลบคูณหรือหารที่ใช้คำนวณ แล้วคลิกหาเซลล์ที่ต้องการต่อๆไป จนเมื่อได้สูตรคำนวณที่ต้องการแล้วจึงกด Enter

ขอย้ำว่า เมื่อคลิกเลือกเซลล์จนเห็นสูตรเกิดขึ้นบน formula bar ครบทั้งหมดตามต้องการแล้ว อย่าลืมกด Enter เสมอ เพราะผู้ใช้วิธีนี้บางคนกลัวว่าจะไม่ได้สูตรสร้างลงไปเซลล์ที่เลือกและพิมพ์เครื่องหมายเท่ากับไว้ มักคลิกกลับไปยังแฟ้ม กลับไปที่เซลล์รับสูตรเสียก่อนจะกด Enter ทำให้สูตรผิดเพี้ยนไปจากเดิม

เลิกพิมพ์ตัวใหญ่

ลองสังเกตว่าสูตร =[1_Begin.xls]UserTest!$D$12 ใช้อักษรตัวใหญ่ตรงไหนบ้าง ทำไม $D$12 จึงใช้ D ตัวใหญ่ แล้วทำไมชื่อแฟ้มกับชื่อ Sheet จึงใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ผสมตัวเล็ก แล้วสูตรอื่นๆของ Excel ล์ เช่น SUM, COUNT, MAX, หรือ MIN ทำไมจึงใช้ตัวอักษรตัวใหญ่

ข้อสังเกตเรื่องอักษรตัวใหญ่ตัวเล็กนี้จะช่วยให้คุณทำงานง่ายขึ้นอีกมาก เพราะชื่อเฉพาะที่ Excel ใช้อยู่จะเป็นตัวใหญ่ทั้งหมด แม้คุณจะพิมพ์สูตร sum ลงไปในเซลล์ด้วยอักษรตัวเล็ก พอกด Enter จะพบว่า Excel เปลี่ยนเป็นตัวอักษรตัวใหญ่ SUM ให้ทันที ซึ่งแสดงช่วยชี้ให้คุณเห็นว่า สะกดสูตรถูกต้อง เพราะหากพิมพ์สูตรด้วยตัวเล็กแต่สะกดผิด จะพบว่า Excel ไม่เปลี่ยนสูตรเป็นอักษรตัวใหญ่ให้แต่ประการใด จึงเป็นเครื่องชี้ว่า สูตรนั้นสะกดผิด คุณจึงมองหาแค่ส่วนของสูตรที่ยังคงเป็นตัวเล็กแล้วแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป

ดังนั้นเพื่อทำให้ Excel ช่วยเตือนเมื่อพบสูตรที่สะกดผิด และยังช่วยแยกชื่อเฉพาะของ Excel ออกให้เห็นแตกต่างจากชื่ออื่นที่คุณตั้งขึ้นเอง จึงขอให้ตั้งชื่อที่คุณต้องการด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ผสมตัวเล็ก เช่น ตั้งชื่อแฟ้มว่า 1_Begin.xls ตั้งชื่อ Sheet ว่า UserTest และเมื่อจะใช้ชื่อเหล่านี้พิมพ์ลงไปในสูตร ให้พิมพ์ด้วยอักษรตัวเล็กเสมอ เพื่อให้เมื่อกด Enter Excel เปลี่ยนตัวอักษรตัวเล็ก 1_begin.xls และ usertest ที่ใช้อ้างอิงในสูตรกลายเป็นชื่อซึ่งมีตัวอักษรตัวใหญ่ผสมตัวเล็ก เห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากชื่อสูตรของ Excel ซึ่งเป็นอักษรตัวใหญ่

เลิกทำเรื่องให้ยาก

ถ้าไปขอเงินกู้มา 100 บาท ถูกคิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี พอสิ้นปีก็ต้องจ่ายดอกเบี้ย 10 บาท ซึ่งคำนวณได้จากสูตร =100*0.1*1 หรือคิดในใจได้ผลลัพธ์ออกมาได้เอง ง่ายๆ และมั่นใจได้เลยว่า สูตรที่สร้างขึ้นนั้นถูกต้อง

ลองเทียบกับโจทย์เดิมแต่เปลี่ยนตัวเลขเสียใหม่ว่ากู้เงินมา 123 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 4.56 ต่อปี พอสร้างสูตรคำนวณ =123*0.0456*1 ได้ผลลัพธ์ 5.6088 ออกมาแล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราสร้างสูตรคำนวณไว้ถูกต้อง บางคนต้องใช้เครื่องคิดเลขคำนวณซ้ำอีกเทียบกับผลที่ Excel คำนวณได้ อย่างนี้เรียกว่าทำเรื่องให้ยาก

หลักการใช้ Excel ที่ดี ขอให้เริ่มต้นจากใช้ตัวเลขง่ายๆในการคำนวณก่อน โดยใช้เซลล์รับตัวแปรแยกออกมาจากเซลล์สูตร แล้วจึงสร้างสูตรนำค่าจากเซลล์รับตัวแปรมาคำนวณ พอเห็นว่าได้ผลลัพธ์ถูกต้องตามตัวเลขง่ายๆที่ใช้แล้ว จึงค่อยแทนค่าลงไปในเซลล์รับตัวแปรด้วยตัวเลขจริงต่อไป แม้จะได้ผลลัพธ์ที่คิดในใจไม่ออกก็ตามแต่น่าเชื่อได้ว่า ได้ผลลัพธ์ถูกต้องเพราะสูตรเคยให้ผลลัพธ์ตามตัวเลขง่ายๆถูกต้องมาก่อน

ดังนั้นแทนที่จะสร้างสูตรคำนวณดอกเบี้ย =100*0.1*1 ขอให้สร้างสูตร =C3*C4*C5 โดยรับค่าเงินต้น อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลา มาจากเซลล์ C3 C4 และ C5 ตามลำดับ ซึ่งคุณสามารถเปลี่ยนแปลงค่าเงินต้น อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาเป็นค่าอื่นๆได้ตามต้องการโดยไม่จำเป็นต้องกลับไปแก้ไขสูตรคำนวณอีกเลย

เลิกรอ

ชีวิตการทำงานต่างจากชีวิตวัยเรียนของเรามาก พอหัวหน้ามอบหมายงานมา เราก็ต้องหาทางทำงานนั้นให้เสร็จเร็วที่สุด ต้องใช้ทุกอย่างที่ Excel มีอยู่นำมาใช้ทำงานให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้ ต่างจากสมัยเรียนหนังสือซึ่งแบ่งการสอบเป็นขั้นๆ เรียนถึงเรื่องไหนก็สอบแค่เรื่องนั้น

ตำรา Excel ส่วนใหญ่จะแบ่งเนื้อหาเรียงเป็นเรื่องๆไป พอได้หนังสือมาถ้ามัวรอให้อ่านจนจบเล่มก่อน เห็นทีไม่ได้ใช้ Excel ในการทำงานแล้วกระมัง ยิ่งเปิดตำราอ่านไปทีละบทแล้วต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทดลองทำไปด้วยแล้ว กว่าจะอ่านจบหมดทั้งเล่ม เห็นทีจะกินเวลานานเป็นปี อาจต้องโยนตำราเล่มเก่าทิ้งไปเพราะบริษัทหันไปใช้ Excel รุ่นใหม่แทนเสียแล้ว โดยทั่วไปไมโครซอฟท์จะออกโปรแกรมรุ่นใหม่ทุก 18 เดือนหรือประมาณปีครึ่งเท่านั้นเอง

ขอแนะนำให้ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วเปิดตำรา Excel ลุยอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ยังไม่ต้องสนใจว่าตนจะจำได้หรือไม่ แต่ขอให้ผ่านหูผ่านตาว่าในตำราเล่มนั้นมีเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ จากนั้นเวลารับมอบหมายงานมาจึงค่อยนึกย้อนคิดว่า Excel มีเครื่องมืออะไรบ้างที่ตรงกับงานที่รับมอบมา จากนั้นจึงค่อยเปิดตำราหน้าสารบัญและหน้าดัชนีท้ายเล่ม หาว่าเครื่องมือ Excel ที่ต้องการอยู่บทไหนหน้าไหน แล้วจึงเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาทดลองใช้งาน

Excel มีทั้งคำสั่งบนเมนูและสูตรให้เลือกใช้มากมาย คำสั่งบางคำสั่งหรือสูตรบางสูตรถูกเรียงไว้ในตำราหน้าเกือบสุดท้าย ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นของยากอะไรเลย และสามารถใช้กับงานได้ดีกว่าเร็วกว่าเครื่องมืออื่นๆซึ่งเรียงไว้ในตำราหน้าแรกๆด้วยซ้ำไป ถ้าอยากใช้ Excel ในการทำงานให้ได้ผลงานเร็วที่สุด จึงขอแนะว่า ให้เลิกรอ อย่าเสียเวลาอ่านมากเกินไป อย่าเสียเวลารู้ให้ลึกก่อนที่จะรู้ให้รอบว่า Excel มีอะไรไว้ให้คุณเลือกใช้ได้บ้าง
บันทึกการเข้า

นครอินทร์การบัญชี
ตัวแทนจำหน่ายโปรแกรม Express พร้อมสอนวิธีใช้ และแก้ปัญหา รับทำบัญชี วางระบบบัญชี การใช้งาน Express ให้เหมาะสมกับแต่ละบริษัท
คลิ๊กดู EXPRESS รายละเอียดและราคา
lin121
หัวหน้าวง
นักดนตรีมืออาชีพ
*
กำลังใจ : 2538
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1539


จอมโจรคิด...จอมโจรอัจฉริยะ

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 2.0.0.7 Firefox 2.0.0.7


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 17 มีนาคม พ.ศ. 2552, 11:38:20 »

ทำงานได้คล่องตัว เมื่อ Excel รู้จักคุณ



พวกเราหลายๆคนเปิดโปรแกรม Excel มาใช้โดยไม่ได้แนะนำตัวคุณให้ Excel รู้จักก่อน ซึ่งตามปกติ Excel จัดระบบภายในให้รองรับกับงานพื้นฐานทั่วไปประเภทบันทึกข้อมูลและใช้สูตรคำนวณสั้นๆง่ายๆเป็นหลัก แต่ถ้าคุณต้องการใช้ Excel ในงานที่ต้องใช้สูตรคำนวณยาวๆ และใช้สูตรกันแทบทุกเซลล์แล้วล่ะก้อ คุณต้องแนะนำตัวเองให้ Excel รู้จักใหม่ Excel จะได้ประพฤติปฏิบัติตัวเข้ากับวิธีใช้งานของคุณแบบนั้นๆ


ทดลองบันทึกค่าอะไรก็ได้ลงไปในเซลล์ดูซิครับ พอคุณกดปุ่ม Enter แล้วจะพบว่า Excel เลื่อนตัวชี้หรือที่เราเรียกกันว่า cursor ลงไปในเซลล์ถัดไปด้านล่าง ทั้งนี้เพื่อรอรับค่าในเซลล์ถัดไป ทุกครั้งที่กด Enter Excel จะเลื่อนตัวชี้ลงไปในเซลล์ถัดไปด้านล่างเสมอ

จากนั้นเมื่อต้องการแก้ไขข้อมูล ให้กดปุ่ม F2 Edit หรือจะดับเบิลคลิก จะพบว่า Excel ย้ายตัวชี้ไปรอไว้หลังสุดของค่าที่คุณบันทึกไว้ เตรียมพร้อมให้คุณแก้ไขค่าในเซลล์นั้นๆต่อไป ขอให้สังเกตว่าเป็นการแก้ไขโดยตรงที่เซลล์

    ระบบภายในซึ่ง Excel จัดเตรียมไว้เหล่านี้ เหมาะกับงานที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกข้อมูลลงไปในเซลล์ แต่ถ้าคุณต้องการสร้างสูตรคำนวณแทนที่จะบันทึกค่าลงไปโดยตรง พอสร้างสูตรเสร็จ แล้วกด Enter หากพบว่าสูตรยังคำนวณผิดพลาดอยู่อีก จะต้องเสียเวลาเลื่อนตัวชี้กลับไปยังเซลล์เดิมเพื่อแก้ไขสูตรสูตรไว้เสมอเห็นจะไม่ได้การแน่


ขอให้แนะนำตัวคุณเองกับ Excel ว่า คุณเป็นคนชอบสร้างสูตรมากกว่าชอบบันทึกค่า โดยคลิกเมนู Tools > Options > Edit แล้วตัดช่อง Move selection after Enter เพียงแค่นี้เองจะทำให้ Excel เปลี่ยนระบบภายในเพื่อสนับสนุนการทำงานซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้สูตรเป็นหลัก

นอกจากตัดช่อง Move selection after Enter ซึ่งส่งผลให้เมื่อกด Enter แล้ว Excel รับค่าหรือสูตรลงไปในเซลล์โดยตัวชี้ยังคงอยู่ในเซลล์เดิม แนะนำให้ตัดช่อง Edit directly in cell ซ้ายบนสุดทิ้งออกไปด้วย เพื่อทำให้เมื่อต้องการแก้ไขข้อมูลโดยกดปุ่ม F2 จะย้ายไปทำการแก้ไขได้บน Formula Bar แทนที่จะแก้ไขในเซลล์โดยตรง

การใช้ Formula Bar แก้ไขสูตรดีกว่าการแก้ไขในเซลล์โดยตรง เนื่องจากมีพื้นที่บน Formula Bar สำหรับแสดงสูตรทั้งหมดอย่างชัดเจน และมีขนาดตัวอักษรมาตรฐาน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามขนาดตัวอักษรที่ใช้ในเซลล์นั้น ขอให้เปรียบเทียบกับการเลือก Edit directly in cell ในเซลล์ซึ่งใช้ตัวอักษรขนาดใหญู่ จะเห็นได้ชัดว่า Formula Bar แสดงสูตรทั้งหมดได้ดีกว่า

ประโยชน์อีกประการหนึ่งจากการตัดช่อง Move selection after Enter คือจะช่วยให้คุณไล่ย้อนไปหาเซลล์ที่มาของสูตรในเซลล์นั้นได้โดยดับเบิลคลิกลงไปในเซลล์ ตัวชี้ของ Excel จะกระโดดย้อนกลับไปเลือกเซลล์ซึ่งสูตรอ้างอิงถึงทั้งหมดให้ทันที ช่วยให้ไล่ย้อนหาที่มาของสูตรได้ง่าย

สำหรับผู้ที่ห่วงว่างานที่ทำอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับทั้งสูตรและบันทึกค่า ยังสองจิตสองใจไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนระบบ Excel ให้เป็นแบบใดดี ขอแนะนำให้เปลี่ยนระบบ Excel เพื่อพร้อมกับการใช้สูตรไว้เลยดีกว่า เพราะหากต้องการบันทึกค่าแล้วอยากให้ตัวชี้เลื่อนลงไปเหมือนเดิม ขอให้บันทึกค่าแล้วกดปุ่มลูกศรลงบนแป้นพิมพ์แทน คุณอยากให้ตัวชี้เลื่อนไปทางใด ให้กดปุ่มลูกศรชี้ไปทางนั้น จะไปทางซ้ายขวาบนล่างก็ทำได้ทั้งนั้น


โดย สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ
บันทึกการเข้า

นครอินทร์การบัญชี
ตัวแทนจำหน่ายโปรแกรม Express พร้อมสอนวิธีใช้ และแก้ปัญหา รับทำบัญชี วางระบบบัญชี การใช้งาน Express ให้เหมาะสมกับแต่ละบริษัท
คลิ๊กดู EXPRESS รายละเอียดและราคา
lin121
หัวหน้าวง
นักดนตรีมืออาชีพ
*
กำลังใจ : 2538
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1539


จอมโจรคิด...จอมโจรอัจฉริยะ

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 2.0.0.7 Firefox 2.0.0.7


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 17 มีนาคม พ.ศ. 2552, 11:43:02 »

วิธีเลือกใช้สูตรในงานตัดสินใจ



Excel จัดเตรียมสูตรสำเร็จรูป (Function) ให้เราเลือกใช้ไว้มากมาย อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาทางคณิตศาสตร์ทุกอย่างที่มนุษย์คิดได้ ย่อมใช้สูตร Excel แก้ไขปัญหาได้เสมอ เพียงแต่ว่า จะเลือกใช้สูตรใดที่จะเหมาะสมที่สุด ปัญหาบางอย่างอาจจำเป็นต้องอาศัยสูตรหลายๆสูตรนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน


วิธีเลือกใช้สูตรเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ผู้ใช้ Excel จะต้องเข้าใจประโยชน์ ข้อดี และข้อเสีย ตลอดจนข้อจำกัดของแต่ละสูตร จากนั้นจึงคิดเลือกใช้สูตรที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งในบทความนี้จะขอนำสูตรที่เกี่ยวข้องกับงานตัดสินใจ เช่น If, Choose, Vlookup, Match, และ Index มาเล่าสู่กันฟัง

(ขอข้ามรายละเอียดพื้นฐานเกี่ยวกับโครงสร้างของแต่ละสูตร ซึ่งสามารถค้นคว้าศึกษาได้จาก Excel Help และขอข้ามลูกเล่นพิสดารในการดัดแปลงสูตรให้ทำงานเกินกว่าที่ทราบกันไปก่อน เพื่อทำให้บทความนี้ง่ายต่อการเปรียบเทียบสูตรต่างๆและไม่เยิ่นเย้อเกินควร)

สูตร If

สูตร If เป็นสูตรแรกที่ควรคิดถึง ถ้าเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องมีความสลับซับซ้อนไม่มาก เพราะสูตรทุกสูตรมีข้อจำกัดว่า ภายในวงเล็บหนึ่ง จะมีสูตรอยู่ภายในวงเล็บได้ไม่เกิน 7 สูตร ดังนั้นสูตร If จึงสามารถสร้างสูตร If ซ้อนกันได้ไม่เกิน 7 ชั้น รวมสูตร If นอกวงเล็บด้วยจึงนับ If ได้ 8 If

 

=IF(A1=1,"A",


 IF(A1=2,"B",


 IF(A1=3,"C",


 IF(A1=4,"D",


 IF(A1=5,"E",


 IF(A1=6,"F",


 IF(A1=7,"G",


 IF(A1=8,"H","I"))))))))



หากพยายามนำสูตรซ้อนเข้าไปอีก จะพบคำเตือนว่า The formula you typed contains error โดย Excel จะไม่บอกหรอกว่าสาเหตุเป็นเพราะเราซ้อนสูตรหลายชั้นเกินกว่าที่จะรับได้ ผู้ที่สร้างสูตรต้องเข้าใจเองว่าเป็นเพราะมีสูตรเกินกว่า 7 สูตรในวงเล็บ

ประเด็นที่ต้องคำนึงเวลาซ้อนสูตร If ก็คือ เราต้องกำหนดเงื่อนไขในสูตร If ที่เปิดโอกาสให้เงื่อนไขทั้งหมดมีโอกาสได้ใช้งาน เช่น ถ้าเงื่อนไขของ If ตัวแรก ใช้ตรวจสอบตัวเลขที่มากกว่าหรือเท่ากับ 5 เราสามารถกำหนดเงื่อนไขของ If ตัวถัดไป ใช้ตรวจสอบตัวเลขที่มากกว่าหรือเท่ากับ 4, 3, 2, 1 ได้ตามลำดับ

แต่ถ้ากำหนดเงื่อนไขแรกให้ตรวจสอบตัวเลขที่มากกว่าหรือเท่ากับ 1 เสียแล้ว จะปิดโอกาสกันไม่ให้เงื่อนไขใน If ที่ซ้อนตัวถัดไปได้ใช้งาน

สูตร Choose

สูตร Choose สามารถใช้แทนสูตร If ได้ในกรณีที่ใช้ตัวเลข 1 - 29 เป็นเงื่อนไข เช่น

=CHOOSE(A1,"A","B","C","D","E","F","G","H","I","J","K")


เมื่อใช้ Choose แทนสูตร If จะช่วยทำให้สูตร If สั้นลงไปมากและสามารถเลือกค่าที่ต้องการได้ถึง 29 ค่า แต่อย่างไรก็ตาม A1 สามารถเป็นตัวเลขตั้งแต่ 1 - 29 ได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้เงื่อนไขที่เป็นตัวเลขค่าอื่นๆหรือเป็นตัวอักษรเช่นที่สูตร If ทำได้ยืดหยุ่นกว่า

สูตร Vlookup

สูตร Vlookup อาศัยตารางที่ติดต่อกันและใช้ Column ซ้ายสุดเก็บค่าที่ใช้ค้นหา จึงช่วยให้ใช้เงื่อนไขได้มากเท่าที่ต้องการโดยอาศัยค่าใน Column ซ้ายสุดเป็นค่าที่ใช้เทียบกับเงื่อนไขโดยอัตโนมัติในเงื่อนไขประเภทเท่ากับ มากกว่าหรือเท่ากับ และน้อยกว่าหรือเท่ากับได้เท่านั้น ไม่สามารถปรับเงื่อนไขให้ใช้แตกต่างกันเช่นที่สูตร If ทำได้

ควรเลือกใช้สูตร Vlookup เท่าที่จำเป็น เพราะสูตรนี้จะทำงานช้าลงเมื่อตารางฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่และมีการใช้สูตร Vlookup ซ้ำกัน อีกทั้งผู้ใช้ต้องคอยควบคุมลำดับ Column ในโครงสร้างของตารางไม่ให้แตกต่างไปจากเดิม

สูตร Match และ Index

ในกรณีที่ตารางฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่ และอาจแยกตารางไว้ต่างชีทหรือแฟ้ม แนะนำให้ใช้สูตร Match เพื่อค้นหาลำดับที่ของข้อมูลว่าเป็นรายการที่เท่าใด จากนั้นจึงใช้สูตร Index เพื่อค้นหารายละเอียดอื่นๆของรายการนั้นต่อไป

เนื่องจากสูตร Match ทำงานเพียงครั้งเดียว เพื่อส่งค่าเลขที่รายการไปยังสูตร Index ซึ่งอาจใช้ Index ค้นหาค่าใน Column ที่ต้องการแทนที่จะใช้ตารางขนาดใหญ่ จึงคำนวณให้ผลลัพธ์ได้รวดเร็วกว่าการใช้สูตร Vlookup แต่ผู้ใช้งานต้องคอยระวังลำดับที่ของรายการซึ่งอาจไม่ได้อยู่ในตารางติดต่อกัน ให้อยู่ในลำดับรายการเดียวกันทุกตารางเสมอ
ขอบคุณ อ.สมเกียรติ
บันทึกการเข้า

นครอินทร์การบัญชี
ตัวแทนจำหน่ายโปรแกรม Express พร้อมสอนวิธีใช้ และแก้ปัญหา รับทำบัญชี วางระบบบัญชี การใช้งาน Express ให้เหมาะสมกับแต่ละบริษัท
คลิ๊กดู EXPRESS รายละเอียดและราคา
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.946 วินาที กับ 27 คำสั่ง

Google visited last this page 6 มีนาคม พ.ศ. 2553, 05:54:42